วิธีออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ประโยชน์ของการออกกำลังกาย ท่าออกกำลังกาย การลดน้ําหนัก ท่าออกกำลังกายลดน้ำหนัก

ads

LATEST UPDATES

การออกกำลังกาย

วิธีลดน้ำหนัก

อาหาร-ออกกำลังกาย

ภาพการออกกำลังกาย

ท่าออกกำลังกาย

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เป็นประจำเดือน อยากออกกำลังกาย ทำอย่างไรดีนะ

ข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          พบกับ 7 เคล็ดลับดี ๆ ของการออกกำลังในช่วงมีประจำเดือนที่สาว ๆ ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

          คง มีสาว ๆ จำนวนไม่น้อยที่รู้สึกอยากออกกำลังกายในช่วงที่มีประจำเดือน แต่ก็กลัวว่าการออกกำลังกายนั้นจะยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้ง่ายยิ่งกว่า เดิม ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วสาว ๆ เราสามารถออกกำลังกายได้ตลอดค่ะ แม้จะเป็นช่วงมีประจำเดือน เพียงแต่ต้องรู้เคล็ดลับการออกกำลังกันสักหน่อย เพื่อที่การออกกำลังกายจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย ตามที่เว็บไซต์ allwomenstalk.com  ได้บอกเล่ากันเอาไว้ ลองไปดูกันเถอะว่าสาว ๆ จะออกกำลังกายในช่วงมีประจำเดือนอย่างไรกันได้บ้าง
     1. เล่นโยคะ

          โยคะเป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดในช่วงมีประจำเดือนเลยล่ะ เพราะการเล่นโยคะไม่ได้ใช้ร่างกายจนหักโหมเหมือนการออกกำลังกายแบบอื่น ๆ แถมยังช่วยขับสารพิษที่อยู่ในน้ำเหลืองและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเป็นตะคริวและอุดตันของเลือด รวมทั้งความเจ็บปวดอื่น ๆ ได้ อีกด้วย แต่ถ้าคุณไม่อยากจะไปโรงเรียนสอนโยคะ แค่เพียงหาคลิปวิดีโอสอนการเล่นโยคะจากในอินเทอร์เน็ตแล้วลองทำตามก็ได้ค่ะ

     2. พิลาทีส

          ถ้าหากคุณไม่ชอบเล่นโยคะล่ะก็ เปลี่ยนมาเล่นพิลาทีสก็ได้นะ พิลาทีสจะช่วยให้น้ำเหลืองและเลือดไหลเวียนได้ดีซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกสบาย ตัวมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยขับแก๊สในกระเพาะอาหารและบรรเทาอาการท้องอืดได้อีกด้วย

     3. การเดิน

          การเดินช่วยลดอาการเจ็บป่วยในระบบการย่อยอาหาร ช่วยสลายแก๊ส บรรเทาอาการท้องผูก และสามารถบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อได้อีกด้วย และการวิ่งสลับไปกับการเดินพักผ่อนก็เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยทำให้ผ่อนคลาย ได้มากอีกด้วยล่ะค่ะ

     4. ยืดกล้ามเนื้อ

          การยืดกล้ามเนื้อในช่วงเป็นประจำเดือนนั้นจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บและปวดตาม ร่างกายได้อย่างดีเลยล่ะ แค่เพียงใช้เวลาในช่วงเช้าหลังลุกจากที่นอน และช่วงก่อนนอนประมาณสิบนาที ก็จะช่วยขจัดอาการปวดเมื่อยให้หายเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะค่ะ

     5. ช่วงเช้าดีที่สุด

          อย่างที่รู้กันดีว่าช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีต่อการออกกำลังกายมากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นประจำเดือน เพราะการออกกำลังกายในช่วงเช้า ไม่เพียงแต่ช่วยทำให้อาการเจ็บหรือปวดต่าง ๆ ที่ผ่านมาตลอดคืนนั้นลดลง แต่ยังช่วยป้องกันอาการที่จะเกิดขึ้นในช่วงตลอดวันได้ แถมคุณจะยังมีแรงในการออกกำลังในช่วงเช้ามากกว่าช่วงเย็นหลังเลิกงานอีกด้วย ล่ะ

     6. งดวิ่งสักระยะ

          อาจจะเป็นข่าวร้ายของสาว ๆ ที่ชอบวิ่งไปเสียหน่อย แต่ในช่วงเป็นประจำเดือนนั้นควรจะงดวิ่งเลยดีที่สุดค่ะ เพราะในช่วงเป็นประจำเดือนเราจะรู้สึกเหนื่อยง่าย และมีแรงน้อยลงกว่าปกติ การวิ่งอาจจะทำให้หมดแรงเร็วกว่าเดิม ควรงดวิ่งจนกว่าประจำเดือนจะหมด แต่ถ้าสาว ๆ กลัวว่าหลังจากหมดประจำเดือนแล้วประสิทธิภาพในการวิ่งจะลดลงล่ะก็ ในช่วงที่กลับมาเริ่มวิ่งในแรก ๆ นั้นให้หยุดพักในช่วงสั้น ๆ ระหว่างการวิ่ง จะทำให้ประสิทธิภาพในการวิ่งดีขึ้นได้อย่างแน่นอนค่ะ

     7. กินอาหารที่อุดมด้วยไขมันที่มีประโยชน์

          หลังการออกกำลังกาย การเติมพลังให้กับร่างกายด้วยการกินอาหารที่ดีก็มีส่วนสำคัญให้ร่างกายไม่ อ่อนล้าและเจ็บป่วยได้ง่ายในช่วงมีประจำเดือนค่ะ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีอยู่ในปลาและน้ำมันเมล็ดฝ้าย เพราะกรดไขมันโอเมก้า 3 จะช่วยลดอาการอักเสบของข้อต่อต่าง ๆ และการอาบน้ำอุ่นผสมกับดีเกลือฝรั่งสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่าง กาย ท้องอืด ท้องผูก และอาการปวดกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังควรจะดื่มน้ำหรือชาอุ่น ๆ แล้วควรเน้นการกินผัก โปรตีนไขมันน้อย และอาหารที่ส่วนประกอบของน้ำสูงให้เยอะเป็นพิเศษด้วยค่ะ


          แม้ ว่าในช่วงมีประจำเดือนร่างกายจะอ่อนเพลียได้ง่าย แต่การออกกำลังกายก็มีผลดี เพราะนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดในระยะสั้นได้แล้ว ยังส่งผลไปถึงระยะยาวที่จะช่วยลดอาการที่จะเกิดขึ้นในช่วงมีประจำเดือนได้ อีกด้วย ดังนั้นสาว ๆ อย่าเพิ่งคิดว่าตนเองไม่มีแรง ลองลุกขึ้นมาออกกำลังกายสิคะ ให้ร่างกายได้ยืดเส้นยืดสายบ้าง อาจจะทำให้อาการเหล่านั้นหายไปได้เลยนะเออ

เคล็ดลับอัพหุ่นสวย พร้อมอวดอย่างมั่นใจ

เคล็ดลับอัพหุ่นสวย ที่คุณเองก็เป็นเจ้าของได้ เลือกชุดไหนมาใส่ก็มั่นใจ



ขอบคุณข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          การ ลดน้ำหนักหรือการฟิตเพื่อให้หุ่นสวย นับว่าเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับผู้หญิงเรา เพราะเดี๋ยวนี้ของกินอร่อย ๆ โดยเฉพาะของหวานมีขายยั่วใจเต็มไปหมด ซึ่งอาจจะทำให้สาว ๆ กินเพลินจนมารู้ตัวอีกทีก็น้ำหนักพุ่งกะฉูดแล้ว หากจะหยิบเสื้อเอวลอยหรือบิกินี่สำหรับไปทะเลก็ไม่มีความมั่นใจที่จะใส่อีก แล้ว วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำเคล็ดลับอัพหุ่นสวยมาฝากสาว ๆ กันค่ะ จะได้อวดรูปร่างสวย ๆ กันอย่างมั่นใจในทุกชุดเลยเนอะ

     ไม่กินหลัง 2 ทุ่ม

          สาว ๆ คนไหนที่มักจะกินมื้อเย็นช้าหน่อย โดยเฉพาะกินมื้อเย็นหลัง 2 ทุ่่มยิ่งต้องรีบเปลี่ยนพฤติกรรมด่วนจี๋ เพราะการกินหลัง 2 ทุ่มนี่แหละที่ทำให้สาว ๆ อ้วนฉุรูปร่างแย่ ลองเปลี่ยนมากินมื้อเย็นให้เร็วขึ้นเล็กน้อย โดยอาจจะเป็นในช่วง 5 โมงครึ่ง - 6 โมงเย็นก็ได้ แต่ถ้าหิวหลัง 2 ทุ่มจริง ๆ ให้เลือกกินแอปเปิลหรือกล้วยแทนอาหารมื้อใหญ่

     รอ 15 นาที

          วิธีนี้ใช้ได้ดีเมื่อคุณรู้สึกหิวตอนดึก ๆ ซึ่งหากคุณเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา ให้คุณลองนั่งรอไปก่อนสัก 15 นาทีเพื่อดูว่ายังรู้สึกอย่างนั้นอยู่หรือไม่ โดยปกติแล้วหลังจาก 15 นาทีผ่านไป ความหิวก็จะหายไปด้วย แต่ถ้าหากไม่หายไปจริง ๆ ก็ลองหาผักหรือผลไม้สดกินแทน เพื่อรูปร่างที่ดียังไงล่ะจ๊ะ

เคล็ดลับอัพหุ่นสวย

     ดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร

          ถ้าไม่อยากให้ตัวเองกินเยอะ ก็ลองหันมาดื่มน้ำก่่อนมื้ออาหาร 10 นาทีดูสิ รับรองว่าคุณจะกินอาหารได้น้อยลงแน่นอน ที่สำคัญคือไม่ควรดื่มน้ำเฉพาะตอนที่กระหายเท่านั้น แต่ควรจิบบ่อย ๆ ตลอดทั้งวันเพื่อทำให้ร่างกายไม่ขาดน้ำและทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสด้วย

     ซิทอัพทุกช่วงโฆษณา

          ช่วงเวลาที่ดูรายการหรือละครโปรดทางทีวี แล้วช่วงโฆษณาอยู่ว่าง ๆ ไม่ได้ทำอะไร ก็ลองลุกมาซิทอัพเพื่อให้รูปร่างกระชับได้สัดส่วนกันดีกว่า โดยให้คุณซิทอัพให้ได้ 50 ครั้งต่อช่วงโฆษณา บอกเลยว่าคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาเลย แหละ งานนี้ใส่บิกินี่ได้แจ่มชัวร์

เคล็ดลับอัพหุ่นสวยอ

     กินผลไม้เป็นอาหารว่าง

          แทนที่ยามว่างจะเลือกกินขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีประโยชน์และคอยแต่จะทำให้อ้วน ก็ลองเปลี่ยนเป็นการกินผักหรือผลไม้อร่อย ๆ แทนสิ เพราะของเหล่านั้นแคลอรี่ต่ำและไม่มีไขมันที่จะทำให้คุณอ้วนด้วย

     มีวินัยต่อตัวเอง

          การที่จะออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารให้รูปร่างดีได้ เหนือสิ่งอื่นใดคุณควรจะมีวินัยต่อตัวเองให้มาก เพราะหากทำอยู่วันสองวันแล้วยอมแพ้ไป ยังไงซะคุณก็ไม่มีทางได้เป็นเจ้าของรูปร่างที่ดีได้หรอก ทางที่ดีคุณควรจะฝึกวินัยให้ตัวเองทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เชื่อสิว่าเมื่อได้เห็นผลลัพธ์แล้วคุณจะมีความสุขจนบอกไม่ถูกเลยล่ะ

เคล็ดลับอัพหุ่นสวย

     ฝึกขี้นบันได

          ไม่ว่าจะไปทำงานหรือไปเที่ยว ให้คุณเปลี่ยนจากการใช้บันไดเลื่อนหรือลิฟท์ มาใช้การเดินขึ้น-ลงบันไดบ้าง เพราะการที่ได้ขึ้น-ลงบันได ก็เหมือนกับเป็นการที่คุณได้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเล็ก ๆ อยู่ทุกวันนั่นแหละ เชื่อว่ารูปร่างคุณจะดีขึ้นในเร็ววันมากกว่าเดิมเลย

     ห่ออาหารไปกินเอง

          หากคุณเคยชอบซื้ออาหารนอกบ้านกินอยู่เป็นประจำ ลองเปลี่ยนมาเตรียมอาหารเองแล้วห่อไปกินข้างนอกก็ดีไม่น้อย เพราะคุณสามารถรู้ปริมาณแคลอรี่และส่วนประกอบในอาหารว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งจะช่วยทำให้คุณได้กินอาหารสุขภาพและแคลอรี่ต่ำนั่นเอง

เคล็ดลับอัพหุ่นสวย

     เลือกนมพร่องมันเนย

          ถ้าตั้งใจจะควบคุมน้ำหนักเพื่อให้รูปร่างดีแล้วล่ะก็ ให้เลิกดื่มนมธรรมดาปกติหรือนมที่มีรสหวาน แล้วหันมาเลือกดื่มนมพร่องมันเนยแทนจะดีกว่า เพราะนมพร่องมันเนยมีไขมันต่ำกว่านมทั่วไป ซึ่งกินแล้วจะไม่ทำให้สาว ๆ อ้วนฉุนั่นเอง

     เลี่ยงกินพิซซ่า

          รู้อยู่แล้วล่ะ ว่าพิซซ่าเป็นอาหารสุดโปรดของสาว ๆ หลายคน แต่การที่คุณจะกินพิซซ่าในช่วงลดน้ำหนัก ก็คงไม่ค่อยเวิร์คเท่าไรหรอกค่ะ เพราะพิซซ่า 1 ชิ้นมีปริมาณแคลอรี่ประมาณ 50-100 แคลอรี่เชียวนะ เอาเป็นว่าลองงดกินเพื่อให้รูปร่างสวยเป๊ะก่อนดีกว่านะ


          สาว ๆ คนไหนที่อยากเป็นเจ้าของรูปร่างฟิต แอนด์ เฟิร์มพร้อมอวดหุ่นสวยอย่างมั่นใจ ก็ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ดูนะคะ ที่สำคัญต้องพยายามอย่าท้อถอยนะ สู้ ๆ จ้าทุกคน

สาวอังกฤษลดน้ำหนักกว่า 35 โล เพื่อใส่ชุดแต่งงานให้สวยเป๊ะ

สาวร่างใหญ่คนไหนที่อยากลดน้ำหนักแต่ไม่มีแรงจูงใจ ลองหาชุดสวย ๆ สักชุดเป็นแรงผลักดันดูนะคะ

ขอบคุณข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          เป็นธรรมดาที่ผู้หญิงเราก็ต้องอยากจะดูดีดูสวยที่สุดในวันแต่งงาน จึงไม่แปลกใจเลยว่าสาว ๆ ที่กำลังจะเข้าสู่ประตูวิวาห์ ต่างพากันไปลดน้ำหนักเพื่อให้ใส่ชุดแต่งงานออกมาได้เป๊ะที่สุด แต่บางคนทำได้ไม่เท่าไรก็ถอดใจไปเสียก่อนเพราะความขี้เกียจ แต่บางคนก็ทำได้จนกลายเป็นเจ้าสาวสุดเพอร์เฟคท์ในวันแต่งงาน เหมือนกับสาว เคิร์สตี้ โทมัส คนนี้ที่ลงทุนลดน้ำหนักจนลงฮวบ จากสาวอ้วนก็กลายเป็นสาวหุ่นเป๊ะในพริบตา

          วันที่ 17 กันยายน 2014 เว็บไซต์เมโทร เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวเคิร์สตี้ โทมัส (Kirsty Thomas) สาวอังกฤษวัย 25 ปี ที่สู้ฟิตลดน้ำหนักเพื่อให้ใส่ชุดเจ้าสาวที่เธอปิ๊งไว้ได้ โดยชุดดังกล่าวเป็นชุดไซส์ 8 ซึ่งในขณะนั้นเธอใส่เสื้อผ้าปกติถึงไซส์ 16 เลยทีเดียว

          โดยก่อนหน้านี้เธอไม่ได้คิดจะลดน้ำหนักเลย แต่เมื่อเธอเกิดไปปิ๊งเจ้าชุดแต่งงานไซส์ 8 นี้เข้า ก็ทำให้เธอตั้งใจฟิตลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ซึ่งเธอก็เปิดเผยว่า เธอต้องการจะให้อัลบั้มรูปแต่งงานของเธอเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดและมี เพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้การลดน้ำหนักของเธอสำเร็จ ก็คือชุดแต่งงานนั่นเอง

          หลัง จากที่คิดได้เธอก็เริ่มลดน้ำหนักด้วยการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ไม่กินของจุกจิก และออกกำลังกาย จนสุดท้ายเธอก็สามารถลดน้ำหนักจากการเป็นสาวไซส์ 16 ที่มีหนักน้ำตัวเยอะถึง 97 กิโลกรัม กลายเป็นสาวหุ่นดีในไซส์ 8 โดยเหลือน้ำหนักตัวเพียง 62 กิโลกรัมได้อย่างที่ตั้งใจ

          เรียกได้ว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่นจริง ๆ นะคะเนี่ย สาวร่างใหญ่คนไหนที่อยากลดน้ำหนักแต่ไม่มีแรงจูงใจ ก็อาจจะหาชุดสวย ๆ สักชุดมาเป็นแรงผลักดันแบบสาวเคิร์สตี้คนนี้ก็ได้นะ บอกเลยงานนี้ไม่เพียงแต่เจ้าสาวที่ปลื้ม แต่เจ้าบ่าวก็คงปลื้มมากกว่าเพราะได้เจ้าสาวสวยเช้งอย่างกับได้แฟนใหม่แน่ะ อิอิ




ลดน้ำหนัก

ลดน้ำหนัก

ลดน้ำหนัก

ลดน้ำหนัก
ลดน้ำหนัก

5 วิธีเน้น ๆ น่องเรียวได้เห็น ๆ


5 วิธีเน้น ๆ น่องเรียวได้เห็น ๆ  (emaginfo)

          จะปล่อยให้เรียวขาของเราต้องสร้างความอับอายเวลาเดินไปทางไหนที่มีแต่คนน่อง เรียวสวยทั้งนั้น เวลาจะใส่กางเกงรัดรูปก็ดูดีไม่เหมือนขาโต๊ะสนุกอย่างเรา ไปได้อย่างไร

          สาว ๆ หลายคนต้องกำลังคิดจะลดน่องกันอยู่แน่ ๆ แต่ทว่า พวกน่องขาเอย ต้นขาเอย ต้นแขนเอย ก็ช่างลดยากเย็นเสียนี่

          หากลดน่องได้ เราจะได้มีความมั่นใจในเรียวขามากขึ้น เราจะได้กล้าใส่กางเกงเดฟอวดขาเรียวงาม เราจะได้กล้าใส่กระโปรงสั้นน่ารัก ๆ ออกงานได้ด้วย เรื่องกังวลใจเกี่ยวกับน่องที่ใหญ่เทอะทะหรือมีแต่ไขมันนั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยค่ะ วันนี้เรามีทางออกด้วยวิธีลดน่องสบาย ๆ มาฝาก

        1. หาเวลาวิ่งซักหน่อย เพราะการวิ่งนี่แหละที่จะช่วยให้ขาและน่องของคุณดูเล็กลงได้ การวิ่ง ควรวิ่งลงเต็มเท้า ความเร็วพอประมาณ วิ่งให้นานที่สุด แต่ไม่ใช่วิ่งทั้งวันนะคะ เดี๋ยวเป็นลม การวิ่งระยะยาวนี่แหละที่จะช่วยลดทั้งขนาดของกล้ามเนื้อและไขมัน ไม่เฉพาะแต่ที่ขาของคุณเท่านั้นที่จะลด ส่วนอื่น ๆ ก็จะลดลงตามไปด้วย ขอเน้นว่า ควรวิ่งทางเรียบนะคะ เพราะการวิ่งขึ้นเขาหรือวิ่งบนลู่วิ่งแบบปรับความชัน จะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อขาใหญ่ขึ้นไปอีก

        2. ลดน่องใหญ่ ด้วยการยืดกล้ามเนื้อสักหน่อย ด้วยการเล่นโยคะหรือพิลาทิส จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่เป็นลูกๆบริเวณน่องดูเรียวลงได้ เพราะจะเป็นการเน้นฝึกแบบยืดกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ รวมถึงกล้ามเนื้อน่องด้วย สำหรับท่าง่าย ๆ ก็เช่นท่าดันกำแพงด้วยการหันหน้าเข้ากำแพง แยกเท้าโดยให้เท้าข้างหนึ่งห่างจากกำแพงประมาณ 1 ฟุต ส่วนเท้าอีกข้างให้ห่างจากกำแพงประมาณ 3 ฟุต มือสองข้างยันกำแพง ขณะที่ออกแรงดันกำแพงขาข้างที่ยืดไปข้างหลังควรอยู่ในแนวเส้นตรง ส่วนขาที่อยู่ด้านหน้าให้งอเล็กน้อย แล้วออกแรงดันค้างไว้สัก 30 วินาที แล้วหยุดพักเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนข้างทำไปเรื่อย ๆ ถ้าทำถูกวิธีคุณจะรู้สึกตึง ๆ

วิธีลดน่อง

          บริเวณด้านหลังของขานอนหงายกับพื้น ชันเข่าขึ้นให้ชิดกัน ส่วนฝ่าเท้าให้วางราบกับพื้น มือทั้งสองข้างวางคว่ำฝ่ามือไว้ข้างกาย แล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาเตะอากาศข้างบนอย่างรวดเร็ว ข้างละประมาณ 10-20 ครั้ง แล้วทำสลับกันทีละข้างให้ได้ประมาณ 5-10 รอบ ยืนเอามือทั้งสองข้างเท้าเอว แยกเท้าทั้งสองข้างให้ห่างออกจากกันพอเสมอกับช่วงไหล่ แล้วเหวี่ยงเท้าข้างหนึ่งไปข้างกายทั้งขวาและซ้ายให้สุดทาง จนปลายเท้าเตะพื้น ทำสลับข้างละ 15 ครั้ง และทำซ้ำให้ได้ 5-10 รอบ ซึ่งเอวก็จะหมุนตามไปด้วยในลักษณะเป็นการวาดเท้าเป็นครึ่งวงกลม จะรู้สึกว่าขาและน่องที่เหวี่ยงจะเหยียดเกร็ง

        3. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่เน้นการปีนป่าย เพราะกิจกรรมเหล่านี้ล้วนแต่ต้องการความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่องยิ่งไปออกมาก กล้ามเนื้อส่วนนั้นก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น

        4. ยืนอย่างถูกต้อง ตัว ตรง ยืดอก ไม่หลังค่อม ดันไหล่ออกไปด้านหลังเล็กน้อย และไม่ยืนเขย่งปลายเท้าด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะช่วยให้น่องขาไม่ต้องรับน้ำหนักตัวมากเกินไป ป้องกันน่องโตได้เหมือนกัน

        5. ข้อสำคัญ การลดน่องคุณควรทำพร้อม ๆ กับควบคุมอาหารเน้นไฟเบอร์ กินแป้งและโปรตีนน้อย ๆ โดยหลักการแล้วถ้าอยากลดน่องก็ต้องลดแบบทั้งตัวนั่นเอง

          ถ้าคุณอยากมีน่องที่เซ็กซี่สวยงาม อย่าเพิ่งท้อแท้ก่อนนะคะ วิธีลดน่องด้วยการวิ่งระยะไกล จะได้ผลอย่างแน่นอน ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็ย่อมตามมาค่ะ

          จากหลายคำถามและความเข้าใจผิดว่า "วิ่งแล้วจะทำให้น่องใหญ่ขึ้น" ขอบอกไว้ตรงนี้ มันจะไม่ใหญ่ขึ้น แต่มันจะกระชับขึ้น ไม่ต้องห่วงว่ามันจะโตจนน่าเกลียดค่ะ

ออกกำลังกายแนวใหม่ ห้อยหัวลงพื้น เพื่อหน้าท้องฟิตกระชับ

ภาพจาก Combat Boots & Diamond Rings





          การออกกำลังกายแนวใหม่ ด้วยการห้อยหัวลงพื้น ช่วยให้พุงลด และเพิ่มกล้ามเนื่้อให้หน้าท้องสวยงาม อีกทั้งยังช่วยมีกำลังแข็งแรงขึ้น และรักษาอาการปวดหลังได้ด้วย โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีบุตรที่หน้าท้องไม่สวยเหมือนเดิม ก็สามารถออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ เพื่อฟิตหน้าท้องให้กลับมาเฟิร์มได้อีกครั้ง

          วันที่ 30 เมษายน 2014 เว็บไซต์เดลี่เมล  เผยเรื่องราวการออกกำลังกายแนวใหม่ที่ใครเห็นก็ต้องสนใจ ด้วยการห้อยหัวลงพื้น ซึ่งดูแล้วเป็นท่าทางการออกกำลังกายที่อาจจะแปลกไปเสียหน่อย แต่จะช่วยให้ร่างกายฟิตกระชับอย่างได้ผลไม่น่าเชื่อ และที่สำคัญคุณสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะในยิม ในฟิตเนส หรือแม้กระทั่งสวนสาธารณะที่มีราวเหล็กที่แข็งแรงพอ 

          การออกกำลังกายแนวใหม่นี้ถูกกล่าวอ้างถึงสรรพคุณว่า จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพให้กล้ามเนื้อทั่วกายแข็งแรงมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยในเรื่องของการไหลเวียนของเลือดในระบบร่างกาย ช่วยเยียวยาอาการปวดหลัง และช่วยฟื้นฟูความหย่อนคล้อยของผิวหนังที่เหี่ยวลงไปได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยให้คุณมีกล้ามเนื้อที่หน้าท้องที่สวยงาม และช่วยลดพุงได้ดีอีกด้วย โดยเฉพาะคุณแม่ที่ผ่านการมีบุตรมาแล้วซึ่งหน้าท้องผ่านการยืดขยายจนกลายเป็น หย่อนคล้อย ก็สามารถออกกำลังกายห้อยหัวท่านี้เพื่อลดหน้าท้องให้กลับมาฟิตเปรี๊ยะเหมือน เดิมได้อีกครั้ง

ห้อยหัวลงพื้น
ภาพจาก Georgia's Trying Something New

          สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายด้วยท่าห้อยหัวเป็นครั้งแรก ไม่ควรทดลองทำด้วยตนเอง แต่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้วย เพราะอาจเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อหากขาดทักษะ  และความชำนาญในการออกกำลังกาย โดยอลิซ สเมลลี่ (Alice Smellie) คุณแม่ลูกสามผู้เป็นคอลัมนิสต์ของเดลี่เมลเอง ก็พยายามออกกำลังกายเพื่อให้รูปร่างกระชับด้วยวิธีการออกกำลังกายวิธีห้อย หัวลงพื้นนี้เช่นกัน โดยอยู่ภายใต้ความดูแลของผู้เชี่ยวชาญไประยะหนึ่งจนชำนาญ และสามารถทำด้วยตัวเองได้ที่บ้าน

          คุณผู้หญิงที่กำลังกังวลเรื่องหน้าท้องที่หย่อนคล้อย ไม่กระชับ โดยเฉพาะคุณแม่ที่หน้าท้องยืดขยายจนไม่เฟิร์ม การออกกำลังกายแนวใหม่ด้วยท่าห้อยหัวจะช่วยคุณได้ เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาดีไม่แพ้การไปเล่นฟิตเนส หรือโยคะเลย แต่ถ้าหากคุณยังเป็นมือใหม่ก็อย่าลืมหาผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำ และดูแลเวลาคุณออกกำลังกายท่านี้ด้วยนะคะ

โยคะ ศาสตร์ที่สามารถทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้


โยคะ ช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ



ว่าด้วยเรื่องของ "โยคะ"


          สมัยนี้เห็นใคร ๆ ก็นิยมการฝึกโยคะกัน ไม่ว่าจะด้วยเรื่องสุขภาพ สมาธิ จิตใจ การปรับเปลี่ยนรูปร่าง และแก้ไขความเจ็บป่วยของร่างกาย นั่นก็หมายถึงโยคะ เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่สามารถทำให้ชีวิตเรานั้นดีขึ้นได้ เรามาทำความรู้จักกับโยคะกันดีกว่าค่ะ
          โยคะคืออะไร

          โยคะ เป็นศาสตร์โบราณที่ถือกำเนิดในประเทศอินเดียมากว่า 5,000 ปี หมายถึง ร่างกาย จิตใจและ ลมหายใจ การฝึกโยคะเป็นการรวมกายและใจเข้าด้วยกัน เหมือนกับการที่เรานั่งสมาธิให้ ต้องมีกายสงบแน่วแน่ และลมหายใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายเรา เมื่อเรามีกายที่สมดุล มีจิตที่สงบนิ่งมั่นคง ก็จะช่วยยกระดับ จิตให้สูงขึ้นเต็มไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ การฝึกโยคะนั้นเราจึงต้องมีสติกับกายที่รู้อยู่ตลอดเวลาจึงเกิดสมาธิผสานกับ ลมหายใจเข้าออกก่อให้เกิดเป็นสมาธิ เมื่อทำต่อไปเรื่อย ๆ จะเกิดเป็นความสมดุลในร่างกาย เมื่อเราฝึกจนเกิดเป็นความสมดุลภายในร่างกาย และสมดุลระหว่างผู้อื่น หรือแม้แต่สมดุลกับสิ่งแวดล้อม จะเป็นผลดีกับเรานั้นคือโยคะจะช่วยพัฒนาจิตใจเราให้สูงขึ้น สามารถแยกแยะวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ และควบคุมจิตใจตัวเราเองได้ ซึ่งในปัจจุบันศาสตร์ทรงคุณค่าสาขานี้ได้แพร่หลายออกจากอินเดียสู่ทุกประเทศ ทั้งตะวันตกจดตะวันออก ในประเทศไทยเองก็มี สถาบันโยคะวิชาการ เป็นผู้บุกเบิกนำโยคะสายสถาบันไกวัลยธรรม มาเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไปด้วย

          โยคะขั้นพื้นฐาน

          โยคะ เป็นการสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียวซึ่งการฝึกโยคะจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การออกกำลังกายหรือการฝึกท่าโยคะ การหายใจหรือลมปราณ การทำสมาธิ โดยการฝึกท่าโยคะจะกระตุ้นอวัยวะและต่อมต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น สุขภาพจึงดีขึ้น ซึ่งเหมาะสำหรับมารดาที่ตั้งครรภ์เป็นอย่างยิ่ง

          สิ่งที่จะได้รับจากการฝึกโยคะ

         1. การรวมกายกับจิตเข้าด้วยกัน อันหมายถึงการมีสติรู้อยู่กับกายตลอดเวลา เป็นจุดสำคัญของการฝึกโยคะ ที่ผู้ฝึกต้องกำหนดจิตให้รู้ตัวว่าตนเองทำอะไรอยู่ทุกขณะจิต

         2. ความสมดุล การฝึกโยคะเป็นการสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ทั้งสมดุลระหว่างกายกับใจของตนเอง และสมดุลระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อม

         3. การพัฒนาจิต กระบวน การของโยคะเป็นการฝึกจิต โยคะทำให้จิตเกิดสมาธิ สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิอยู่กับกาย ก็จะสามารถมองเห็นปัญหา หรือสิ่งที่จะเกิดได้ง่ายขึ้น

          เทคนิคพื้นฐานโยคะ 6 ประการ

         1. อาสนะ คือการฝึกฝนร่างกายด้วยท่าต่าง ๆ เหมือนกับที่ผู้อ่านหลายท่านเคยเห็น เช่น ท่าศพ ท่างู ท่านั่งเพชร ท่ากงล้อ เป็นต้น โดยในแต่ละท่าจะให้ประโยชน์ แก่ร่างกายแตกต่างกันออกไป การทำอาสนะนั้น ผู้ฝึกจะต้องรู้สึกสบายกาย จิตนิ่ง ใช้แรงแต่น้อย มีสติใช้จิตรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย

         2. ปราณยามะ คือการฝึกควบคุมลมหายใจ มีสติรับรู้ลมหายใจของตนเอง หายใจเข้าให้รับรู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกให้รับรู้ว่าหายใจออก

         3. พันธะ และมุทรา คือ การเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อในบางส่วน โดยใช้จิตรับรู้ทุกการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้น จะมีผลทำให้เกิดการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและจิต

         4. กริยา คือการชำระล้าง

         5. สมาธิ คือ การกำหนดจิตให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง ลมหายใจ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อ ในการฝึกโยคะนั้น หากผู้ฝึกไม่สามารถกำหนดจิตให้มีสมาธิได้ ก็เท่ากับว่าการฝึกนั้นล้มเหลว

         6. การฝึกอบรมทัศนคติ คือการมีศีลและวินัยในการปฏิบัติ

          ข้อควรปฏิบัติ 8 ประการของโยคะ

         1. ยามะ หรือศีล 5 หลาย ท่านคงแปลกใจเมื่อรู้ว่า การเริ่มต้นฝึกโยคะ ต้องเริ่มจากการถือศีล 5 ของโยคะ คือ อหิงสา ไม่ลักทรัพย์ ไม่พูดปด ประพฤติพรหมจรรย์ และไม่ยึดมั่นถือมั่นกับวัตถุมากเกินไป ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ทีเดียว

         2. นิยามะ หรือวินัย 5 คือ เมื่อมีศีลที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียนแล้ว จากนั้นต้องมีการสร้างวินัย 5 ให้กับตนเองดังนี้ อดทน สันโดษ ชำระกายใจให้บริสุทธิ์ หมั่นศึกษาตนเอง และมีศรัทธา

         3. อาสนะ หรือการดูแลร่างกาย คือ เมื่อจิตใจตั้งอยู่ในศีลกับวินัยแล้ว ต้องมีการดูแลตนเองด้วย อาสนะไม่ใช่การออกกำลังกายอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการปรับสมดุลให้กับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ขั้นตอนในการฝึกอาสนะ ได้แก่ การเตรียมพร้อม ฝึกท่าอาสนะ ปิดท้ายด้วยการผ่อนคลาย

         4. ปราณยามะ หรือการฝึกลมหายใจ คือ เมื่อร่างกายสมดุลเป็นปกติ ก็พร้อมต่อการฝึกควบคุมลมหายใจ เพื่อควบคุมกลไกระบบประสาทอัตโนมัติของตนเอง ลำดับขั้นของการฝึกลมหายใจ คือ เข้าใจระบบหายใจของตนเอง มีสติรู้ลมหายใจของตนเองตลอดเวลา หายใจช้าลง เพื่อให้ลมหายใจสงบขึ้น

         5. ปรัทยาหาระ หรือสำรวมอินทรีย์ คือ เมื่อร่างกายนิ่ง ลมหายใจสงบ จากนั้นจะเป็นการฝึกควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะปรวนแปรไปตามสิ่งเร้าต่าง ๆ หากจะกล่าวให้ง่ายขึ้น คือการควบคุมประสาททั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

         6. ธารณะ หรือการเพ่งจ้อง คือ เมื่อมีอารมณ์ที่มั่นคง จึงเริ่มอบรมจิต ธารณะเป็นการฝึกอบรมจิตให้นิ่ง จิตนิ่งสงบจะเป็นจิตที่มีประสิทธิภาพ ทำให้กิจกรรมต่าง ๆ สำเร็จขึ้นโดยง่าย

         7. ฌาน คือ จิตที่ผ่านการอบรมอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถดื่มด่ำอยู่กับสิ่งที่ทำ เป็นจิตที่รู้เห็นตามความเป็นจริงของโลก ไม่หลงทางอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง

         8. สมาธิ ใน ที่นี้จะมีความแตกต่างจากสมาธิของศาสนาพุทธเล็กน้อย สำหรับโยคะแล้วสมาธิ คือผลสูงสุดที่ได้จากการฝึกโยคะ เป็นการรวมกายและใจเข้าเป็นหนึ่งเดียว (โยคะแปลว่าการรวมเป็นหนึ่ง ) เกิดเป็นภาวะโมกษะ หรือภาวะแห่งความหลุดพ้น เป็นอิสระจากเครื่องพันธนาการทั้งปวง คือความต้องการสูงสุดของมนุษย์ทุกหมู่ชน

          ประโยชน์ของการฝึกโยคะคืออะไร

         1. ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น การยืดเหยียดทำให้หลอดเลือดขยายตัว และเลือดสามารถไหลเวียนไปยังส่วนนั้นได้มากขึ้น

         2. ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อต่าง ๆ ทำให้ข้อต่อสามารถเคลื่อนไหวได้ระยะ หรือมุมการเคลื่อนไหวที่มากกว่าเดิม

         3. ช่วยแก้ไขทรวดทรง ให้ดูดีขึ้น การฝึกโยคะจะเป็นการฝึกการทรงตัว และกระจายน้ำหนักผ่านแขน ขา และกระดูกสันหลังอย่างเหมาะสม

         4. ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยอันเนื่องมาจากการเล่นกีฬาหรือทำงานในชีวิตประจำวัน

         5. ช่วยผ่อนคลายและลดความตึงเครียดที่เกิดจากการทำงานในชีวิตประจำวัน โยคะเป็นการฝึกการหายใจให้สอดคล้องกับการปฏิบัติท่าโยคะ นอกจากนั้นยังมีการฝึกกำหนดลมหายใจ หรือที่เรียกว่า ปราณ ซึ่งให้ผลโดยตรงในด้านการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ

         6. ช่วยทำให้สมาธิดีขึ้น การฝึกโยคะจะเป็นการฝึกให้จิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การฝึกนับลมหายใจเข้า-ออก ก็จะเป็นการฝึกจิตให้คิดอยู่กับสิ่งสิ่งเดียว ซึ่งถือเป็นการฝึกสมาธิอีกรูปแบบหนึ่ง

         7. ช่วยเพิ่มความสามารถในการทรงตัว เพราะทำโยคะหลายท่า เช่น ท่าภูเขา ท่านักรบ เน้นในเรื่องของการรักษาสมดุลขณะที่อยู่ในท่า ทั้งนี้ รวมถึงท่าที่ต้องมีการทรงตัวบนเท้าข้างเดียวด้วย

         8. ช่วยทำให้ใจเย็นลง โยคะมีการฝึกหายใจ ผู้ฝึกสามารถหายใจได้ยาวและลึกขึ้นกว่าเดิม การหายใจช้า ๆ และลึก จะช่วยระงับความรุนแรงของความโกรธให้ทุเลาลงได้

         9. ใช้ในทางบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ที่มีสาเหตุมาจากความเครียด (เช่น ไมเกรน)

         10. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน

         11. เพิ่มความมีสติ คือ ผู้ฝึกสามารถรับรู้ท่าทางการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้องของตนเองได้เร็วขึ้น ในขณะที่อยู่ในท่านั่ง นอน ยืน เดิน หรือทำงานในชีวิตประจำวัน


          สำหรับรอบนี้จะเป็นในส่วนของข้อมูลเบื้องต้นและประโยชน์ของโยคะนะคะ แล้วสำหรับครั้งหน้า เราจะมีท่าโยคะแบบทำได้เองที่บ้านมาฝากกันค่ะ รอติดตามด้วยนะคะ ^^
 

Top